สวัสดิการ เรื่องที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรใส่ใจ

ประเด็นน่าสนใจ
  • สวัสดิการเป็นแรงจูงใจที่ดีที่ทำให้คนอยากร่วมงานกับองค์กรด้วย
  • สวัสดิการสามารถช่วยเหลือพนักงานยามฉุกเฉินได้ดี
  • สวัสดิการช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานได้ราบรื่นขึ้น
  • สวัสดิการที่ดีจะสามารถทำให้พนักงานอยู่กับองค์กรได้ในระยะยาว

เราต้องการจ้างคนเก่งที่มีพรสวรรค์โดดเด่น และเราไม่อยากให้คนเก่งเหล่านี้ลาออกจากองค์กรไปเลย

ประโยคนี้มักจะเป็นความต้องการของทุกองค์กร ไม่มีใครอยากสูญเสียคนที่มีความสามารถไปจากบริษัท และนั่นก็เป็นข้อกังวลใจอย่างหนึ่งสำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ของทุกองค์กรด้วยเช่นกัน ปัญหาการลาออกส่วนใหญ่นั้นมันเป็นเรื่องการทำงานตลอดจนสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งหากสภาพแวดล้อมน่าอยู่ก็เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานที่ดีได้เช่นกัน แต่เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่มีส่วนอยู่ไม่น้อยก็คือเรื่องสวัสดิการพนักงานนั่นเอง ซึ่งนั่นสะท้อนถึงการที่องค์กรดูและเอาใจใส่พนักงานดีหรือไม่ได้เหมือนกัน มาถึงตรงนี้องค์กรหรือแม้กระทั่งฝ่าย HR เองก็ตาม ก็คงตั้งคำถามเดียวกันว่า … แล้วสวัสดิการแบบไหนล่ะที่พนักงานต้องการจริงๆ

สวัสดิการที่องค์กรมอบให้แก่พนักงาน กับ สวัสดิการที่พนักงานต้องการ นั้น บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ตรงกัน ส่วนบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ต่างความเห็นกัน ในเรื่องนี้ทาง Jobthai (jobthai.com) เคยทำบทความนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นจากคนทำงานทั่วประเทศในประเด็นที่ว่า “สวัสดิการที่คนทำงานต้องการจากองค์กร” ซึ่งเป็นการทำผลสำรวจจากคนทำงานที่เป็นพนักงานทั่วไปจำนวน 7,420 คน ทั่วประเทศ โดยมีผลการสำรวจออกมาดังนี้

10 สวัสดิการที่ “พนักงาน” ให้ความสำคัญมากที่สุด

  1. โบนัส
  2. วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย
  3. ประกันสังคม
  4. ประกันสุขภาพ
  5. ค่าล่วงเวลา
  6. เงินออมพิเศษ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  7. ค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวของพนักงาน
  8. เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ (Flexible Hour)
  9. ประกันชีวิต
  10. เบี้ยขยัน

จากนั้นทาง Jobthai (jobthai.com) ได้ทำการสำรวจเพิ่มเติมกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ในองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศกว่าอีก 457 คน ในหัวข้อ “สวัสดิการที่องค์กรจัดสรรให้กับพนักงาน” โดยมีผลการสำรวจออกมาดังนี้

10 สวัสดิการที่ “องค์กร” นิยมจัดสรรให้กับพนักงานมากที่สุด

  1. วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย
  2. ประกันสังคม
  3. โบนัส
  4. ค่าล่วงเวลา
  5. กิจกรรมสันทนาการ
  6. ชุดทำงาน
  7. ตรวจสุขภาพประจำปี
  8. เบี้ยขยัน
  9. เงินสนับสนุน เช่น งานแต่งงาน งานอุปสมบท
  10. ประกันอุบัติเหตุ

หากเปรียบเทียบระหว่าง “สวัสดิการที่พนักงานให้ความสำคัญมากที่สุด” กับ “สวัสดิการที่องค์กรนิยมจัดสรรให้กับพนักงานมากที่สุด” จะพบว่า มี 5 สวัสดิการที่ตรงกัน ได้แก่ โบนัส, วันหยุด-วันลาตามกฎหมาย,  ประกันสังคม, ค่าล่วงเวลา และเบี้ยขยัน เท่านั้น ส่วนอีกปัจจัยสำคัญที่พนักงานยุคนี้ต้องการก็คือสวัสดิการด้านสุขภาพ ตั้งแต่ประกันสุขภาพ, ประกันชีวิต, ค่ารักษาพยาบาลของพนักงานและคนในครอบครัว เป็นต้น ซึ่งอาจไม่รวมอยู่ในสวัสดิการที่ฝ่าย HR มักนิยมจัดให้ในองค์กรทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่มักเป็นความต้องการของคนทำงานรุ่นใหม่นั่นก็คือ “เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ (Flexible Hour)” โดยคนรุ่นใหม่มักจะเน้นที่ประสิทธิพลในการทำงานมากกว่าระบบการทำงานในแบบเก่าที่เน้นปริมาณมากกว่า ตรงจุดนี้หลายบริษัทเริ่มมีการปรับตัวกันมานานแล้ว โดยเฉพาะบริษัทของคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย แต่ก็ยังมีหลายบริษัทโดยเฉพาะองค์กรระดับใหญ่หรือองค์กรเก่าแก่ที่ยังคงใช้เรื่องเวลาตอกบัตร, เวลาเข้างาน, หรือแม้แต่ชั่วโมงในการทำงาน มาเป็นตัววัดผล ในขณะที่บริษัทเหล่านี้ต่างก็ต้องการคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเสริมทัพการทำงานของตนด้วย สิ่งนี้อาจจะต้องศึกษาอย่างลึกซึ้ง ปรับให้เหมาะกับลักษณะงาน และเป็นวิจารณญาณของแต่ละองค์กรอีกทีด้วยนั่นเอง

ทำไมสวัสดิการจึงมีความสำคัญ

สวัสดิการคือผลประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับเพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินเดือน ในขณะเดียวกันมันก็ช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวันได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะรายจ่ายสำคัญอย่างค่ารักษาพยาบาลที่เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าจะต้องจ่ายเมื่อไร และจะต้องใช้เงินเล็กหรือก้อนโตเพียงไร

อีกอย่างผู้สมัครงานในยุคนี้ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องสวัสดิการด้วยเหมือนกัน บางบริษัทอาจจะให้อัตราค่าจ้างที่น้อยกว่า แต่มีสวัสดิการให้กับพนักงานที่ดีและคุ้มค่ากว่า ก็เป็นผลในการตัดสินใจร่วมงานกับบริษัทได้เหมือนกัน ในกรณีนี้ฝ่าย HR หลายบริษัทก็มักจะนำเรื่องสวัสดิการมาเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการจูงใจผู้สมัครเพื่อดึงดูดให้อยากร่วมงานกับบริษัทมากขึ้น โดยอาจแจ้งรายละเอียดของสวัสดิการที่จะได้รับไว้ในประกาศรับสมัครงานเลย หรืออาจชี้แจงสวัสดิการเพิ่มเติมในขั้นตอนสัมภาษณ์งานนั่นเอง แน่นอนว่าสิ่งนี้มีผลต่อการตัดสินใจของผู้สมัครเป็นอย่างมาก และเป็นสิ่งที่ผู้สมัครจะให้ความเชื่อถือในองค์กรด้วย ว่าองค์กรนี้ดูแลพนักงานอย่างไร และดูแลดีหรือเปล่า

ขณะเดียวกันการที่องค์กรไม่จัดสรรสวัสดิการที่ดีให้กับพนักงานก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในอัตราเปลี่ยนงาน (Turn Over) สูงเช่นกัน เพราะพนักงานรู้สึกว่าได้รับสิทธิประโยชน์ที่น้อย รวมถึงได้รับการดูแลจากองค์กรที่ไม่ดีพอ ก็ย่อมเปลี่ยนไปทำงานกับบริษัทที่ดูแลดีกว่า ซึ่งหากบริษัทไหนมีอัตราของการเปลี่ยนแปลงพนักงานบ่อยๆ แน่นอนว่าย่อมทำให้มีผลกระทบกับงานได้ไม่มากก็น้อย ในขณะเดียวกันก็ลดความน่าเชื่อถือของบริษัทลงได้เหมือนกัน ธุรกิจของบริษัทก็อาจได้รับผลเสียหาย และอาจนำไปสู่การยุติการประกอบการได้ในที่สุด

4 สวัสดิการที่มีผลต่อการตัดสินใจร่วมงานกับองค์กรเป็นพิเศษ

ประเภทของสวัสดิการนั้นมีมากมายหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ สวัสดิการที่เป็นข้อบังคับตามกฎหมาย, สวัสดิการพื้นฐาน, สวัสดิการพิเศษตามรายตำแหน่งหรือรายบุคคล, สวัสดิการนอกเงื่อนไขต่างๆ ที่เกิดจากการเจรจาร่วมกัน, หรือแม้กระทั่งสวัสดิการที่ได้ตามอายุงานในองค์กร เป็นต้น แต่มีอยู่ 3 สวัสดิการหลักๆ ที่ผู้สมัครงานส่วนใหญ่สนใจ หรือต้องเช็คเป็นอันดับต้นๆ และมีผลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจร่วมงานในแต่ละองค์กร

1.สวัสดิการด้านสุขภาพ

  • การตรวจสุขภาพประจำปี
  • ประกันสุขภาพ / ประกันชีวิต
  • การดูแลสุขภาพจิต
  • สวัสดิการด้านทันตกรรม

การมีสุขภาพที่ดีย่อมส่งผลต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ บริษัทส่วนใหญ่จึงหันมาใส่ใจในสุขภาพของพนักงานเพื่อให้พนักงานทำงานให้กับองค์กรอย่างมีความสุขที่สุด ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าตนเองจะป่วยหรือแม้กระทั่งประสบอุบัติเหตุเมื่อไร และไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้เท่าไร ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ และเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นสวัสดิการด้านสุขภาพตลอดจนการแพทย์ต่างๆ จะเป็นปัจจัยแรกๆ ที่พนักงานจะสำรวจข้อเสนอในแต่ละบริษัท บางบริษัทจัดให้แค่สวัสดิการพื้นฐาน อย่างเช่น ประกันสงคม เท่านั้น แต่บางบริษัทก็เพิ่มประกันสุขภาพตลอดจนประกันชีวิตให้ด้วย หรือแม้แต่การตรวจสุขภาพประจำปีที่บางบริษัทใช้โรงพยบาลที่ดีได้มาตรฐาน บางบริษัทก็ใช้โรงพยาบาลที่มีคุณภาพรองลงมา แต่บางบริษัทก็ไม่มีเรื่องนี้ให้เลย หรือกระแสที่กำลังมาแรงอย่างเรื่องการดูแลสุขภาพจิต บริษัทใหญ่ๆ มักเพิ่มสวัสดิการส่วนนี้เข้ามาแล้ว มีจิตแพทย์ให้บริการ แต่สำหรับบริษัทเล็กก็อาจไม่คุ้มค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน อย่างไรก็ดีผู้สมัครทุกคนจะประเมินความพึงพอใจของตนเองประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย

สวัสดิการส่งเสริมสุขภาพ
นอกจากเรื่องสุขภาพจิตแล้ว ปัจจุบันหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ ต่างก็มีสวัสดิการด้านการส่งเสริมสุขภาพเข้ามาทั้งนี้นอกจากการรองรับการรักษาแล้วก็ต้องปรับกลยุทธ์เชิงรุกมาเป็นส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย เพื่อป้องกันตนเอง และหลีกเลี่ยงการรักษาให้มากที่สุด องค์กรที่ใหญ่มากๆ มักมีพื้นที่และอุปกรณ์การออกกำลังกายบริการให้กับพนักงาน, ส่วนองค์กรขนาดกลางที่อยู่ในเมืองอาจจะให้สวัสดิการผู้กับสถานออกกำลังกายต่างๆ ให้พร้อมกันด้วย (หรือแม้แต่ให้ราคาพิเศษ), หรือองค์กรที่มีขนาดเล็กพนักงานอาจจับกลุ่มกันออกกำลังกายหรือแม้แต่เป็นผู้สอนออกกำลังกายให้กับเพื่อนพนังานแบบคอร์สจริงจัง ซึ่งกรณีหลังนี้บางบริษัทใหญ่ๆ ก็อาจมีการให้เงินเพิ่มเติมให้กับพนักงานในองค์กรที่สนใจเป็นผู้นำ/ผู้สอนในการออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะทำให้พนักงานมีสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว ก็ยังช่วยลดการจ่ายเบี้ยประกันให้กับบริษัทประกันได้ด้วย

2.สวัสดิการด้านการเดินทาง

  • ค่าเดินทาง
  • รถประจำตำแหน่ง
  • ค่าเครื่องบิน
  • รถรับ-ส่ง
  • ค่าน้ำมัน

ไม่ว่าบริษัทจะอยู่ใจกลางเมือง บริษัทอยู่ชานเมือง บริษัทอยู่ในนิคมอุสหากรรมห่างไกลเมือง บริษัทอยู่ต่างจังหวัด หรือแม้งานที่ต้องมีการเดินทางบ่อยๆ สวัสดิการข้อนี้เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาร่วมงานกับบริษัททั้งสิ้น ฝ่าย HR ในองค์กรต่างๆ มักใช้ข้อเสนอนี้เป็นสวัสดิการเพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินเดือนเพื่อดึงดูดใจเสมอ บางครั้งอาจรวมอยู่ในอัตราเงินเดือนที่ได้รับ แล้วมีการแจ้งเพิ่มเติมด้วย แต่กรณีนี้ผู้สมัครอาจรู้สึกถูกเอาเปรียบมากกว่าที่จะเสนอค่าเดินทางพิเศษแยกออกมา บางองค์กรที่ตั้งอยู่ไกลและต้องการประหยัดงบก็อาจใช้วิธีจ้างรถรับ-ส่งประจำเพื่อเสริมเป็นสวัสดิการให้กับพนักงานบริษัทได้เช่นกัน

กรณีที่บริษัทตั้งอยู่ไกลจากชุมชนเมือง เดินทางไม่สะดวก หรือแม้แต่งานที่ต้องมีการเดินทางบ่อยๆ บางองค์กรอาจเพิ่มข้อเสนอพิเศษอย่างรถประจำตำแหน่งให้เลย เป็นอีกสวัสดิการที่ดึงดูดใจได้เป็นอย่างดี หรือบางองค์กรจะให้เป็นค่าน้ำมันหรือบัตรเติมน้ำมันด้วย ก็ถือเป็นสวัสดิการที่คุ้มค่าทีเดียว

อย่างไรก็ดีก็ยังมีกรณีของการเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศทั้งแบบประจำและแบบครั้งคราว อาจมีสวัสดิการเรื่องค่าเดินทางโดยเครื่องบินให้ ซึ่งนี่ถือเป็นสวัสดิการสำคัญที่ควรให้กับพนักงานในกรณีที่เดินทางไปทำงานด้วย และเป็นข้อได้เปรียบที่จะช่วยให้ผู้สมัครสนใจร่วมงานกับบริษัทได้ดีอีกด้วย

บริษัทใกล้บ้าน VS พนักงานขี้เกียจ

ไม่นับบริษัทที่ไม่สามารถเลือกที่ตั้งได้ อย่างเช่น บริษัทที่ต้องอยู่ในเขตอุสาหกรรม คนที่มีเอนเนอร์ยีในการทำงานส่วนใหญ่มักชอบทำงานในเมืองที่เต็มไปด้วยออฟฟิศและการแข่งขันเสียมากกว่า เพราะศูนย์กลางของธุรกิจมักกระจุกตัวอยู่ที่นั่น การเลือกทำเลบริษัทที่ไกลชุมชนเมืองจึงต้องตัดสินใจให้ดี แน่นอนว่ามันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเช่า และเรื่องอีกมากมายของบริษัท แต่องค์กรที่ห่างไกลก็มักไม่ดึงดูดใจให้คนมีความสามารถไปร่วมงานด้วยได้ อาจจะได้พนักงานในกลุ่มที่อยากทำงานใกล้บ้าน ซึ่งบ่อยครั้งพนักงานกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มที่เอื่อยเฉื่อย ทำงานให้จบไปวันๆ ไม่ต้องการย้ายไปไหนเพราะจะลำบากในการเดินทาง และเมื่อพนักงานไม่มีประสิทธิภาพก็ทำให้บริษัทไม่มีประสิทธิภาพตามไปด้วยเช่นกัน

อย่างไรบริษัทที่เลือกตั้งอยู่ในที่ที่ห่างไกลชุมชนเมือง อาจสร้างแรงจูงใจพิเศษอื่นๆ แทนได้ เพื่อจูงใจพนักงานที่มีศักยภาพที่ดีมาทำงานได้เช่นกัน เช่น เลือกพื้นที่กว้างขวาง อากาศบริสิทธิ์ มีออฟฟิศคล้ายกับ Campus มหาวิทยาลัย ที่ให้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอยู่ในเมือง หรือ ออฟฟิศที่ไกลแต่ว่าผลงานดีมีประสิทธิภาพมากๆ มีชื่อเสียง มีคุณภาพ ก็ดึงดูดให้คนไปร่วมงานได้เช่นกัน หรือแม้การจัดบริการรถรับส่งให้ ก็เป็นปัจจัยช่วยลดความลำบากที่จะทำให้ผู้สมัครตัดสินใจร่วมงานได้ง่ายขึ้นด้วย

3.สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย

  • ที่พักสวัสดิการ
  • ค่าเช่าบ้าน/ที่พักอาศัย
  • ค่าโรงแรม

สวัสดิการกลุ่มนี้มักไม่เจอในระบบออฟฟิศในเมืองใหญ่นัก แต่มักเจอกับบริษัทที่ต้องไปตั้งสำนักงานในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องเดินทาง อย่างเช่น เขตอุตสหากรรม, โรงงานของบริษัท, หรือแม้แต่การไปทำงานยังสำนักงานสาขาต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ฝ่าย HR มักมีข้อเสนอเรื่องสวัสดิการที่พัก ทั้งระยะยาวและระยะสั้น องค์กรที่ประกอบอุตสหกรรมขนาดใหญ่มักลงทุนสร้างที่พักสวัสิการเป็นของตัวเอง ที่มองระยะยาวแล้วคุ้มค่ากว่า แต่บางองค์กรก็ไม่ต้องการเพิ่มภาระตรงนี้ ก็อาจเป็นการเซนสัญญากับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ในการดูแลให้ หรือจ่ายเป็นค่าเช่าที่พักอาศัยให้กับพนักงานไปจัดการดูแลตัวเองตามสะดวก

ในกรณีเดินทางไปทำงานแบบระยะสั้น หรือเดินทางไปทำงานต่างประเทศในระยะสั้น ก็อาจบริการจองโรงแรม (ที่ฝ่าย HR อาจดีลไว้ในราคาพิเศษและใช้บริการประจำ) หรือให้ค่าโรงแรมกับพนักงานได้เช่นกัน ทั้งนี้ข้อเสนอต่างๆ ก็จะช่วยประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตามข้อเสนอเรื่องสวัสดิการค่าที่อยู่อาศัยนี้ก็มักไม่พบในกลุ่มคนทำงานระดับชนชั้นกลางที่ทำงานในเมือง แต่กลับเป็นข้อเสนอที่จูงใจสำหรับพนักงานชนชั้นแรงงาน หรือพนักงานรายวัน เป็นอย่างมาก ซึ่งมักจะมีปัญหาด้านการบริหารจัดการเงินและเรื่องที่อยู่อาศัย การมีสวัสดิการนี้จะทำให้เขาภักดีต่อองค์กร และร่วมงานในระยะยาวได้ด้วย

4.สวัสดิการคลอดบุตรและเลี้ยงดูบุตร

  • วันลาคลอดบุตร / เลี้ยงดูบุตร
  • ค่าช่วยเหลือการคลอดบุตร
  • บริการเลี้ยงดูบุตร
  • การลาเลี้ยงดูบุตรสำหรับพนักงานเพศชาย

สวัสดิการเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพนักงานเพศหญิงเป็นพิเศษ แต่เบื้องต้นสิทธินี้ก็ได้รับการดูแลคุ้มครองโดยกฎหมายอยู่แล้ว นอกจากสิทธิในการลาคลอด 90 วัน ตามกฎหมายแล้ว บางบริษัทยังให้สิทธิเพิ่มเติม เช่น วันลาเพิ่มเติม, ค่าช่วยเหลือการคลอดบุตร, หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างของขวัญสำหรับบุตรที่เกิดใหม่ เป็นต้น

สำหรับองค์กรใหญ่ หรือองค์กรที่มีการจ้างพนักงานระดับแรงงานเป็นจำนวนมาก อาจเพิ่มเติมสวัสดิการในด้านศูนย์รับเลี้ยงดูบุตรที่รับฝากดูแลบุตรระหว่างที่พอแม่ไปทำงานให้ด้วย อย่างไรก็ดีบางบริษัทก็มีข้อเสนอที่ดีกว่านั้นเพิ่มเติม เช่น การให้สิทธิวันลาสำหรับเลี้ยงดูบุตรให้กับพนักงานเพศชายผู้เป็นพ่อ เป็นต้น ก็เป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวก และเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่น่าสนใจเช่นกัน

อย่างไรก็ดีบริษัทขนาดกลางหรือเล็กที่อาจไม่ได้มีงบประมาณในการดูแลเรื่องนี้มากนัก ก็อาจช่วยพนักงานเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างอาจจะนำห้องประชุมมาช่วยจัดสรรพื้นที่ไว้รองรับเด็กอ่อนชั่วคราว ในกรณีวันที่พนักงานอาจประสบปัญหาจริงๆ เป็นต้น ซึ่งส่วนนี้อาจจะไม่ใช่เป็นเรื่องของกฎหมาย หรือสิทธิประโยชน์ แต่เป็นเรื่องการแสดงความเอาใจใส่เพิ่มเติมได้เช่นกัน

สวัสดิการลาอุปสมบท
สำหรับผู้ชายก็มีสวัสดิการเฉพาะเช่นกัน โดยเฉพาะสวัสดิการการลาอุปสมบท หรือ ลาบวช ที่อนุญาติให้พนักงานชายลาบวชได้โดยที่บริษัทยังจ่ายค่าจ้างอยู่ แต่กรณียุคนี้ที่มีคนนับถือหลายศาสนา และการบวชไม่ได้เคร่งครัดเหมือนแต่ก่อน หลายบริษัทก็อาจไม่ได้มีสวัสดิการตรงนี้ให้ ยกเว้นก็แต่บริษัทใหญ่ๆ ที่ยังคงมีสวัสดิการนี้เป็นมาตรฐานอยู่

เงินเดือนสำคัญกว่าสวัสดิการหรือไม่?

หลายคนอาจจะเห็นว่าเงินเดือนสำคัญกว่าสวัสดิการ เพราะเป็นเงินที่พนักงานจะได้รับจริงทุกเดือน และมันก็เป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้โดยตรง ต่างกับสวัสดิการที่บางอย่างเป็นเหมือนสิทธิประโยชน์เฉพาะโอกาส ไม่ได้มาเป็นค่าตอบแทนโดยตรง แต่ในทางตรงกันข้ามหากมองให้ดีมันก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน สำหรับพนักงานที่มีการวางแผนชีวิตที่ดีอาจจะต้องการเงินเดือนมากกว่าสวัสดิการ เพราะเขาสามารถนำเงินนั้นไปจัดการบริหารชีวิตของเขาได้ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีการวางแผนในชีวิตนัก สวัสดิการต่างๆ ก็เป็นสิ่งช่วยเหลือฉุกเฉินที่ดีทีเดียว

อย่างไรก็ดีหากบริษัทต้องจ่ายเงินเพื่อเป็นประโยชน์กับพนักงานอย่างเดียว อาจจะเป็นงบประมาณที่มากจนเกินไปที่บริษัทอาจแบกรับไม่ไหว บริษัทจึงอาจลดภาระด้วยการให้สิทธิประโยชน์ด้านอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินแทน ซึ่งบริษัทอาจจะเจรจาค่าใช้จ่ายในราคาที่ถูกได้ดีกว่า ซึ่งการให้สวัสดิการกับพนักงานนั้นก็เป็นการบริหารงบประมาณของบริษัทวิธีหนึ่งเช่นกัน

อันที่จริงแล้วทั้งเงินเดือนและสวัสดิการต่างก็มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น บริษัทส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะจัดการทั้งสองอย่างให้เหมาะสม และถือเป็นการดูแลความเป็นอยู่พนักงานในระยะยาวด้วย เพราะบางครั้งในยามที่ลำบากสวัสดิการบางอย่างอาจจะช่วยเหลือพนักงานได้ดีกว่า ในขณะที่เขาอาจจะไม่ได้มีเงินพอในขณะนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการช่างน้ำหนักความสำคัญของแต่ละบริษัทด้วยนั่นเอง

จุดแข็งของสวัสดิการ

ข้อถกเถียงเรื่องควรให้ความสำคัญกับเงินเดือนหรือสวัสดิการมากกว่ากันนั้นจะยงคงมีอยู่เรื่อยไป แต่สำหรับจุดแข็งของเรื่องสวัสดิการนั้นก็คือการเป็นแรงจูงใจที่ดี และการอำนวยความสะดวกในการทำงานให้ราบรื่นขึ้น รวมถึงสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงานในการดูแลขององค์กรด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้เช่นกัน

เรื่องของสวัสดิการนั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ตั้งแต่สวัสดิการเรื่องวันหยุด, สวัสดิการจ่ายค่าทำงานล่วงเวลา, สวัสดิการลาระยะยาวแบบไม่รับเงินเดือน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงจูงใจที่ดีที่ทำให้พนักงานอยากร่วมงานกับองค์กรได้มากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนั้นสวัสดิการยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้พนักงานอยากทำงานร่วมกับบริษัทได้ หลายคนเลือกทำงานกับบริษัทที่ให้สวัสดิการที่ดีเพราะระยะยาวแล้วคุ้มค่า สร้างความจงรักภักดีให้กับบริษัทได้เช่นกัน หรือสวัสดิการที่ดีนั้นจะทำให้คนตัดสินใจลาออกจากบริษัทได้ยากขึ้น และสวัสดิการยังเป็นตัวรั้งคนที่ทำงานดีมีความสามารถให้อยู่กับบริษัทได้ดีอีกด้วย

บทสรุป

สวัสดิการการทำงานในยุคปัจจุบันไม่ใช่เป็นหลักการตายตัวเหมือนในยุคสมัยก่อนแล้ว ในขณะเดียวกันมันกลับกลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมากว่าสมัยก่อนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีสวัสดิการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามขนาดธุรกิจ, ขนาดองค์กร, ลักษณะขององค์กร, รวมถึงสายงานแต่ละอย่างก็มีรายละเอียดของสวัสดิการที่แตกต่างกัน จะว่าไปแล้วสวัสดิการก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน หากใช้เครื่องมือนี้ในการเป็นแรงจูงใจได้ไม่ดีพอ ก็ก่อให้เกิดผลเสียกับบริษัทได้เช่นกัน ดังนั้นฝ่าย HR ควรบริหารเรื่องสวัสดิการให้เป็น เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายให้คุ้มค่ามากที่สุด

公式アカウントをフォローして毎日記事をチェック!